การตลาดออนไลน์ ทำโฆษณาบน Facebook ทั้งที ตั้งงบประมาณอย่างไรดีนะ

การตลาดออนไลน์ ทำโฆษณาบน Facebook ทั้งที ตั้งงบประมาณอย่างไรดีนะ เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักการตลาดออนไลน์ถึงสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ภายหลังจากที่ Facebook ได้ปรับอัลกอริทึม ที่ส่งผลต่อการมองเห็นโพสต์ที่น้อยลง การเสียเงินเพื่อลงโฆษณาโปรโมตโพสต์จึงดูจะเป็นทางออกที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเราจะมองเห็นคอนเทนต์ที่ถูกโพสต์ออกไป

นอกจากเรื่องการมองเห็นโพสต์ ยังเป็นการช่วยลดปัญหากวนใจอันเกิดจากความไม่สมเหตุสมผลของค่า ROI ด้วยการทำโฆษณาบน Facebook ที่มีการเลือกกลุ่มเป้าหมายจากข้อมูลประชากรที่เฉพาะเจาะจง และการทำ Remarketing กับคนที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา พูดง่าย ๆ คือมั่นใจได้มากขึ้นว่ากลุ่มเป้าหมายของเราจะมองเห็นโฆษณาและไม่เป็นการละลายงบประมาณไปโดยสูญเปล่า แต่ขณะเดียวกันการใช้งบประมาณทำโฆษณาบน Facebook ก็ดูจะมีราคาค่อนข้างสูง ยิ่งได้ผลลัพธ์และค่า ROI ที่น่าพอใจ ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงงบประมาณที่มีแนวโน้มสูงตามเช่นกัน

พอมาถึงตรงนี้แล้ว แอบหวั่นใจใช่ไหมครับว่าควรจะวางแผนการทำโฆษณาบน Facebook อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ และไม่สะเทือนกระเป๋าสตางค์ของเรามากเกินไป อย่าเพิ่งขวัญเสียไปครับเพราะผมได้เตรียมเคล็ดลับรอคุณอยู่แล้ว! ไม่ว่าเราจะตั้งงบไว้ 100 บาท หรือ 1000 บาท Facebook ได้เตรียมระบบที่คุณสามารถเช็คและจัดสรรการใช้งบของเราเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการใช้เงินหรือแม้กระทั่งสูญเงินโดยไม่คุ้มค่าไปกับการลงโฆษณา ซึ่ง Facebook ก็มีสองตัวเลือกให้เราได้กำหนดวิธีการใช้งบลงโฆษณา แบบแรกคือ

การตั้งงบแบบรายวัน (Daily Budget)
เราสามารถจำกัดการใช่งบสูงสุดในแต่ละวันให้อยู่ในจำนวนที่เราต้องการและถูกจัดสรรไปใช้บนแพลตฟอร์มที่เหมาะกับการลงโฆษณาของเราจริงๆ
การตั้งงบแบบระยะยาวหรือแบบตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Budget)

เผยแพร่โฆษณาภายใต้เงื่อนไขระบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายของ Facebook และในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีสูตรตายตัวว่าการใช้งบแบบไหนคือวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการลงโฆษณาแต่ละประเภท สงสัยกันใช่ไหมครับว่าแล้วมันสำคัญอย่างไร? ยกตัวอย่างนะครับ ในการลงโฆษณาไปกับแคมเปญที่มีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จสูงแต่กลับถูกสกัดดาวรุ่งจากการจำกัดงบประมาณรายวันที่น้อยเกินไป การเผยแพร่จึงถูกส่งออกไปได้น้อยอย่างน่าเสียดายหรือในอีกกรณีที่การตั้งงบระยะยาวก็อาจถูกใช้ออกไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คุณคาดการณ์ไว้ (กระเป๋าแห้งเลยสิครับ)
จากตัวอย่างก็ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกใช่ไหมครับว่าแล้วควรเลือกวิธีไหนที่จะส่งผลให้ ROI ในแต่ละวันของคุณออกมาเป็นที่น่าพอใจ ลองมาดูจุดเด่นของแต่ละแบบกันครับ

งบประมาณรายวันควรใช้ตอนไหน

ถ้าคุณกำลังคิดจะทำ Remarketing อยู่หละก็ คุณมาถูกทางแล้ว! เพราะการตั้งงบวิธีนี้โฆษณาของคุณจะถูกแสดงตลอดทั้งวัน (และทั้งคืน) โดยที่คุณสามารถทำแคมเปญได้จากการใช้ Email List หรือ Bounce Traffic (คนที่เคยเข้ามาในเว็บของเราแล้วปิดไปโดยที่ยังไม่ได้เปิดดูหน้าอื่นๆ) ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ทำให้แน่ใจได้ว่างบประมาณได้ถูกใช้ไปกับคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณจริงๆ ขณะเดียวกันคุณก็สามารถปรับความถี่ในการลงโฆษณาของคุณระหว่างช่วงที่มีการ Bid ค่าโฆษณาเพื่อช่วยจำกัดค่าใช้จ่ายให้อยู่ในจำนวนที่คุณต้องการได้

ด้านล่างนี้คือตัวอย่างแคมเปญที่ประสบความสำเร็จของ Airbnb ที่ได้ค่า ROI เป็น 3 เท่าของงบประมาณโฆษณาที่ใช้ไป และ Cost Per Action (จ่ายเมื่อคนเข้ามาทำอะไรบางอย่างตามที่เรากำหนดบนเว็บไซต์ของเรา) ที่ลดลง 47 % ในการทำ Dynamic Product Ads (พูดง่ายๆ คือการทำให้โฆษณาตามไปหลอกหลอนผู้ชมที่เคยเข้ามาดูสินค้าชิ้นนั้นๆแล้ว)

แล้วงบประมาณระยะยาวเป็นอย่างไร

การตั้งงบระยะยาวเหมาะสำหรับแคมเปญที่มุ่งให้เกิดการเผยแพร่ออกไปให้มากที่สุดในช่วงเวลาสั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น แคมเปญที่จัดขึ้นเพื่อปิดการขาย หรือต้องการดึงคนให้เข้าไปลงทะเบียนในระบบภายในช่วงเวลาที่จำกัด ซึ่งวิธีนี้เป็นการให้ Facebook ได้ทำหน้าที่แสดงโฆษณาทั้งวันทั้งคืน ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ระบบได้คัดเลือกมาแล้วว่าตรงกับความต้องการของเราที่สุด

และถ้าแคมเปญของคุณมีเวลาเป็นเงื่อนไขที่น่าเป็นห่วงและคุณต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมที่สูงสุดงบประมาณระยะยาวคือสิ่งที่ตอบโจทย์ข้อนี้ของคุณได้ พูดง่าย ๆ คือการตั้งงบแบบนี้ มีประสิทธิภาพสูงที่จะช่วยคุณปิดจ๊อบได้โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีตัวแปรอะไรมาทำให้การแสดงผลของโฆษณาเปลี่ยนแปลงไปในตามช่วงเวลาในวันนั้นๆ หรือไม่

ข้อดีอีกอย่างของงบระยะยาวคือเราสามารถกำหนดเวลาปล่อยโฆษณาได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เจาะจงยิ่งขึ้น เพราะโฆษณาจะแสดงแค่ในช่วงเวลาที่เราคาดการณ์ไว้ว่ากลุ่มเป้าหมายจะเข้าถึงได้มากที่สุด

งบประมาณรายวันหรือระยะยาว แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ

จริงอยู่ที่งบประมาณดูจะไม่ใช่ข้อกังวลใหญ่ในการทำแคมเปญ แต่ท้ายที่สุดงบประมาณก็คือตัวแปรที่กำหนดความเป็นไปได้ของการแสดงโฆษณาที่เพิ่มขึ้นนั่นเองซึ่งคุณอาจจะสังเกตเห็นได้จากผลที่เกิดขึ้นโดยตรงในการเข้าถึงโฆษณาของกลุ่มเป้าหมายหลังที่คุณเพิ่มงบแบบรายวันหรือระยะยาว

Related posts